วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562

สพฐ. ร่วมกับ บริษัท ทีชชิ่งทอยส์ จำกัด มอบรางวัลแก่ผู้ชนะการแข่งขัน ในโครงการ “แข่งขันการสื่อสารภาษาอังกฤษ” ครั้งที่ 4 (TeachingToys English Contest) และ “การแข่งขันคัดเลือกครูแกนนำภาษาอังกฤษระดับประเทศ รุ่นที่ 1” (DynEd Ammbassador Contest)

วันที่ 30 กันยายน 2562 นายสนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานพิธีปิดพร้อมมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะการแข่งขัน ในโครงการ “แข่งขันการสื่อสารภาษาอังกฤษ” ครั้งที่ 4 (TeachingToys English Contest) และ “การแข่งขันคัดเลือกครูแกนนำภาษาอังกฤษระดับประเทศ รุ่นที่  1” (DynEd Ammbassador Contest) ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ
กิจกรรมการแข่งขันพูดภาษาอังกฤษในโครงการ “แข่งขันการสื่อสารภาษาอังกฤษ” ครั้งที่ 4 (TeachingToys English Contest) และ “การแข่งขันคัดเลือกครูแกนนำภาษาอังกฤษระดับประเทศ รุ่นที่  1” (DynEd Ammbassador Contest) เกิดขึ้นจากความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักอำนวยการ และบริษัททีชชิ่งทอยส์ จำกัด ตัวแทน DynEd International ประเทศไทย ที่ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อส่งเสริมการพัฒนาความรู้และทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของผู้เรียนตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้คัดเลือกผู้เรียนภาษาอังกฤษด้วยโปรแกรม DynEd ซึ่งผ่านเกณฑ์ตามจำนวนชั่วโมงของการเรียนที่กำหนด เพื่อเข้าแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ
สำหรับรอบชิงชนะเลิศจะมีคณะกรรมการประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาษาอังกฤษจากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,  อดีตศึกษานิเทศก์,  นักภาษาศาสตร์,  นักวิชาการจากสถาบันภาษาอังกฤษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,  และเจ้าของภาษา Native Speaker จาก DynEd International ประเทศไทย ร่วมตัดสิน โดยใช้เกณฑ์การตัดสินที่เป็นสากล พิจารณาคัดเลือก นักเรียน ผู้ชนะการแข่งขันระดับชั้นละ 1 คน (ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ) และพิจารณาคัดเลือก ครู ผู้ชนะการแข่งขันจำนวน 3 คน เพื่อเดินทางไปทัศนศึกษาเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะได้เยี่ยมชมโรงเรียนที่ใช้โปรแกรม DynEd ในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ และดูงานด้านวัฒนธรรม ระหว่างวันที่ 14 – 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562 โดยบริษัททีชชิ่งทอยส์เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ จำนวน 4,500,000 บาท
ซึ่งมีผลการแข่งขัน ดังนี้ต่อไปนี้ ผลการแข่งขันการสื่อสารภาษาอังกฤษ ครั้งที่ 4 (TeachingToys English Contest) แบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่
  1. ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 จำนวน 3 คน ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ หฤทัย นะรากุล โรงเรียนบ้านหนองนาเวียง จ.ศรีสะเกษ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 แพรวพลอย ชินนะ โรงเรียนบางกอกทวิวิทย์ จ.กรุงเทพฯ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ศรัณญา พิชัยกุล โรงเรียนอาเวมารีอา อำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ
  2. ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 จำนวน 3 คน ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ภีมพัฒน์ ทองมี โรงเรียนสวนกุหลาบนนทบุรี จ.นนทบุรี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ณศรณ์ กล่อมเภรี โรงเรียนสวนกุหลาบ จ.กรุงเทพฯ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 วรรณวิษา มั่นคง โรงเรียนส่งเสริมวิทยามูลนิธิ จ.สงขลา
  3. ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 จำนวน 2 คน ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ไม่มีผู้ผ่านเกณฑ์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 บีดียา หมัดบินสา โรงเรียนส่งเสริมวิทยามูลนิธิ จ.สงขลา และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 กันต์กนิษฐ์ เงินสด โรงเรียนปทุมธานี นันทมุนีบำรุง จ.ปทุมธานี และ
  4. ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 / (หลักสูตร EP) จำนวน 3 คน ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ธีรวัจน์ ประยูรศักดิ์ โรงเรียนสตรีวิทยา 2 จ.กรุงเทพฯ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 พรอดิศร์ จั่นบำรุง โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี จ.กรุงเทพฯ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ณัฐวัฒน์ ธะนันต์ โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี จ.กรุงเทพฯ
และผลการแข่งขันครูแกนนำภาษาอังกฤษระดับประเทศ รุ่นที่ 1 (DynEd Ammbassador Contest) จำนวน 3 คน ได้แก่ ณัชชารีย์ เจริญฉัตรารมย์ โรงเรียนนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ (ภาคเหนือตอนล่าง) ลุกมาน ดอเลาะ โรงเรียนบ้านเกาะเปาะ จ.ปัตตานี (ภาคใต้) และวัชรินทร์ สุขชัย โรงเรียนจอมทอง จ.เชียงใหม่ (ภาคเหนือตอนบน)
ภาพ/บรรจง  ตั้งคำ
ข่าว/ฐิติมา  ชาลีกุล

อำลา เลขา กพฐ.


ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.)
ได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระพุทธรูปประจำกระทรวง พระพุทธบารมีศักดิ์สิทธิ์ สยามิศรจักรี สัฎฐีอนุสรณ์ศึกษาทรรังสรค์ ศาลพระภูมิ พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6
เพื่ออำลาตำแหน่ง เลขาธิการ กพฐ. เนื่องในการเกษียณอายุราชการ
และมีข้าราชการ เจ้าหน้าที่ บุคคลากร สพฐ.และหน่วยงาน ใน ศธ. ร่วมมอบดอกกุหลาบ ในการทำงานวันสุดท้ายในการรับราชการเลขาธิการกพฐ.

CR..
อีทีวีแม็ค เวทีสาธารณะเพื่อการศึกษา












เลขาธิการ กพฐ. เปิดสระว่ายน้ำเพื่อชีวิตรอด ตามโครงการ "ว่ายน้ำเพื่อชีวิต" .


29 กันยายน 2562 นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในการเปิดสระว่ายน้ำเพื่อชีวิตรอด ตามโครงการ “ว่ายน้ำเพื่อชีวิต” ของโรงเรียนอนุบาลบ้านบึง (อำนาจคณูปถัมภ์) จ.ชลบุรี โดยมี นายสิทธิศักดิ์ เกียรติสุอาภานนท์ ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วย คณะกรรมการ คณะผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารส่วนท้องถิ่น คณะครูและนักเรียน ร่วมเป็นเกียรติในพิธี
.
นายสุเทพ ชิตยวงษ์ กล่าวว่า สระว่ายน้ำแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากเงินรายได้สถานศึกษาโครงการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ และเงินสนับสนุนจากผู้ปกครองนักเรียนในโครงการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ จัดสร้างขึ้นเพื่อสอนและฝึกหัดให้เด็กนักเรียนสามารถว่ายน้ำเป็นจนเอาชีวิตรอดจากการประสบเหตุทางน้ำ พร้อมสอนและฝึกหัดให้เด็กนักเรียน รู้จักและสามารถช่วยชีวิตผู้ประสบเหตุทางน้ำได้อย่างถูกต้องตามวิธีมาตรฐานสากล เพื่อลดการเสียชีวิตจากการจมน้ำ ประกอบด้วย สระว่ายน้ำ ขนาด 9.5 x 4.5 เมตร จำนวน 1 สระ ขนาด 4.5 x 2 เมตร จำนวน 2 สระ แบ่งออกเป็นสระว่ายน้ำสำหรับเด็กเล็ก และสระว่ายน้ำสำหรับเด็กโต พร้อมทั้งอุปกรณ์การสอนที่ทันสมัย และสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีมาตรฐานและความปลอดภัย ครบครัน
.
เลขาธิการ กพฐ. ยังกล่าวต่อว่า ด้วยสถานการณ์การจมน้ำของเด็กไทยในปัจจุบัน จากข้อมูลของกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ.2560 พบว่าการจมน้ำเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ซึ่งจำนวนและอัตราการเสียชีวิตต่อประชากรเด็กแสนคนที่จมน้ำ มีอายุต่ำกว่า 15 ปี และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตระหนักถึงความปลอดภัยในการว่ายน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเสียชีวิตจากการจมน้ำของนักเรียน ในช่วงปิดภาคเรียน ทั้งยังพบว่า นักเรียนไม่มีแหล่งน้ำที่ดีและเพียงพอที่จะใช้ในการฝึกลอยตัวในน้ำ ไม่มีสระว่ายน้ำ หรือแม้บางแห่งมีแต่น้ำเน่าเสียไม่สามารถที่จะฝึกว่ายน้ำได้
.
จากข้อมูลดังกล่าว คณะกรรมการสถานศึกษาและโรงเรียนอนุบาลบ้านบึง (อำนาจคณูปถัมภ์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 ได้เล็งเห็นและตระหนักถึงความปลอดภัยดังกล่าว จึงได้จัดสร้างสระว่ายน้ำขึ้น เพื่อให้นักเรียนมีทักษะการว่ายน้ำเพื่อการเอาตัวรอด ตามโครงการ “ว่ายน้ำเพื่อชีวิต” พร้อมทั้งรู้จักและสามารถช่วยชีวิตผู้ประสบเหตุทางน้ำได้อย่างถูกต้องตามวิธีมาตรฐานสากล เพื่อลดการเสียชีวิตจากการจมน้ำได้
.
ภาพ/ข่าว ปชส. สพป.ชลบุรี เขต 1



วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562

สพฐ. แก้จุดอ่อน พร้อมยกเครื่องปรับการวัดประเมินผล คาดช่วยครูพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนได้มาก

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า สพฐ. ได้ดำเนินการปรับปรุงกระบวนการวัดและประเมินผลให้สอดคล้องกับปัจจุบัน โดยให้สถานศึกษามุ่งเน้นการประเมินทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 นอกจากเรื่องของความรู้ในเนื้อหาตำราเรียน ผ่านการเรียนรู้แบบการลงมือทำ ได้แก่ ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะด้านข้อมูลสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี และทักษะด้านชีวิตและวิชาชีพ โดยกำหนดให้สถานศึกษานำทักษะทั้ง 3 ด้าน มาใช้วัดและประเมินผลในห้องเรียนตามสภาพจริงแทนการวัดและประเมินผลด้วยแบบทดสอบ คือ 1. การกำหนดโจทย์ให้ปฎิบัติหรือแก้ไขปัญหาที่อยู่ในโลกแห่งความจริงและชีวิตประจำวันของผู้เรียน 2. ใช้วิธีกระตุ้นให้ผู้เรียนปฎิบัติหรือแสดงออกเกี่ยวกับความรู้ 3. ใช้เครื่องมือวัดที่หลากหลายแต่ต้องสอดคล้องกับผลที่เกิดจากการเรียนรู้ 4. สร้างเกณฑ์สำหรับใช้วัดและประเมินผล 5. เน้นให้นักเรียนสะท้อนผลการเรียนรู้ของตนเอง และ 6. ส่งเสริมให้สถานศึกษาพัฒนาข้อสอบวัดความสามารถด้านการคิดขั้นสูงแบบคิดวิเคราะห์ เพื่อใช้ประเมินผลในชั้นเรียน

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ที่ผ่านมาจุดอ่อนที่สำคัญของ สพฐ. คือ การกำกับ ติดตาม และประเมินผลที่ไม่ได้ทำอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีศึกษานิเทศก์ หรือสำนักติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา (สตผ.)  แต่อาจขาดระบบการติดตาม การวัดและประเมินผลที่ไม่ครอบคลุมมากในระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และโรงเรียน จึงทำให้การวัดและประเมินผลออกมาได้ไม่ตรงกับความเป็นจริง และไม่สอดคล้องกับปัจจุบัน
ซึ่งได้มอบหมายให้ สตผ. ดำเนินการส่งเสริมสนับสนุนให้สถานศึกษาทุกแห่ง มีการวัดและประเมินผลในชั้นเรียนตามสภาพจริง มากกว่าการวัดและประเมินผลด้วยการทดสอบ ซึ่งผลที่ได้จากการวัดและประเมินจะเป็นข้อมูลสารสนเทศให้ครูผู้สอน สามารถตัดสินใจพัฒนากระบวนการเรียนรู้ พัฒนานักเรียนต่อไป ดังนั้น การกำกับ ติดตาม และประเมินผล จะต้องเปลี่ยนไปโดยสร้างระบบการติดตามในระดับพื้นที่ให้ชัดเจน เข้มข้น เพื่อให้เกิดการต่อยอดนวัตกรรมการศึกษา และเชื่อว่าหากมีการกำกับ ติดตาม และประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหาอาหารกลางวันไม่มีคุณภาพจะลดน้อยลงด้วย

“ถือเป็นยาดำหม้อใหญ่ ในการแก้ไขจุดอ่อนของ สพฐ. ที่มีปัญหาเรื่องการติดตาม และประเมินผลมาโดยตลอด ซึ่งการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ จะเป็นไปตามนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ปี 2563 ของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่อยากให้การวัด และประเมินผล เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และสามารถต่อยอดพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนต่อไปในอนาคตได้” นายสุเทพ กล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562

รองเลขาธิการ กพฐ. (ดร.อัมพร พินะสา) แนะโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมกาญจนบุรี "ปรับวิธีคิด-วิธีทำใหม่-ทำทันที-สร้างนวัตกรรมภายใต้ข้อจำกัดที่มี" เพื่อร่วมพัฒนาเด็กกาญจนบุรีให้มีคุณภาพ

รองเลขาธิการ กพฐ. (ดร.อัมพร พินะสา) แนะโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมกาญจนบุรี "ปรับวิธีคิด-วิธีทำใหม่-ทำทันที-สร้างนวัตกรรมภายใต้ข้อจำกัดที่มี" เพื่อร่วมพัฒนาเด็กกาญจนบุรีให้มีคุณภาพ



เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2562 ดร.อัมพร พินะสา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมและบรรยายพิเศษ ในการประชุมปฏิบัติการจัดทำแผนการดำเนินงานของโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี ณ โรงแรมราชศุภมิตร อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ผู้บริหารและครูในโรงเรียนนำร่อง ทั้ง 41 โรงเรียน โรงเรียนละ 5 คน ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้แทนสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ศึกษานิเทศก์ และผู้เกี่ยวข้อง รวม 250 คน


สาระสำคัญที่รองเลขาธิการ กพฐ. (ดร.อัมพร พินะสา) ได้ให้แนวคิดแนวทางต่อที่ประชุม มีดังนี้
1. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เกิดขึ้นมาแล้ว จะต้องตั้งอยู่ และยั่งยืนได้อย่างไร ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องจะต้องทำความเข้าใจว่าพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาคืออะไร ทำไมต้องมีพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา และจะทำอย่างไรในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา หากมีคำถามว่าพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดกาญจนบุรีจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ คำตอบอยู่ที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในจังหวัดกาญจนบุรีว่า จะทำได้สำเร็จหรือไม่ เพราะโอกาสเปิดให้ทุกภาคส่วนในกาญจนบุรีร่วมคิดร่วมทำและจัดการศึกษาให้ตอบโจทย์พื้นที่ได้เอง



2. การศึกษาที่มุ่งหวังเป็นอย่างไร การศึกษาที่ดีที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องการ นั่นคือ การศึกษาที่สร้างลูกให้เป็นคนดี คนเก่ง มีงานทำ มีความสุข ขณะที่สังคมก็คาดหวังให้ครอบครัวส่งเสริมสนับสนุนลูกให้เป็นคนดีคนเก่งของสังคม แต่พ่อแม่จะให้การศึกษาแก่ลูกและสร้างลูกให้เป็นอย่างที่มุ่งหวังนั้นไม่สามารถทำได้อย่างที่ต้องการทุกคน พ่อแม่ไม่สามารถดูแลได้เต็ม 100% โรงเรียนจึงจะต้องเป็นบ้านหลังที่สองของเด็กๆ คำถามคือ โรงเรียนของเราเป็นบ้านหลังที่สองที่ดีเพียงพอแล้วหรือยัง ครูและผู้บริหารโรงเรียนเป็นพ่อแม่คนที่สองอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง และไม่ใช่เพียงโทษครูว่าไม่ดี ไม่เก่ง จึงทำให้ไม่สามารถสร้างคนคุณภาพให้กับสังคมได้ แต่สังคม คนทั้งสังคมและประเทศชาติจะต้องร่วมกันสร้างเด็ก เยาวชน และคนไทยให้มีคุณภาพร่วมกัน และเครื่องมือสำคัญในการสร้างคนให้มีคุณภาพก็คือ “การศึกษา”

3. การศึกษา ที่จะเป็นเครื่องมือสร้างคน จะต้องเกิดขึ้นได้ทุกมิติ ทุกหนทุกแห่ง เด็กอยู่ที่บ้าน พ่อแม่เป็นครูสอนให้เด็กเรียนรู้กิจวัตรประจำวัน ฝึกให้รับผิดชอบ สร้างวินัยจากบ้าน ดังนั้น การศึกษาจึงเริ่มต้นจากฐานครอบครัว คำถามก็คือ แล้วขณะนี้พ่อแม่ผู้ปกครอง/ครอบครัวคิดเช่นนี้หรือไม่ ที่จะสร้างลูกให้เป็นคนคุณภาพจากในบ้าน สภาพครอบครัวและสังคมปัจจุบันจะพบพ่อแม่วัยใสท้องไม่พร้อม มีลูกด้วยความบังเอิญ จากคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีเด็กแย่ในครอบครัวที่พ่อแม่พร้อม และให้การเลี้ยงดูอย่างเข้าใจ” แต่เมื่อพ่อแม่ไม่พร้อมและเลี้ยงดูไม่ได้ จึงมีปัญหา ดังนั้น การศึกษาที่ดีจึงต้องเริ่มที่บ้าน เมื่อบ้านดี โรงเรียนดี ก็จะสร้างคนอย่างมีคุณภาพ จึงจะเป็น “การศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ” และการศึกษาสร้างความเจริญงอกงามให้กับชีวิตของคนทุกคน เด็กจะได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพที่ควรจะเป็น ฉะนั้น เมื่อกาญจนบุรีสร้างคนดี เก่ง พึ่งตนเองได้ จังหวัดกาญจนบุรีจะเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุด ถ้าทำไม่ได้ เด็กวันนี้ อาจเป็นโจรในวันหน้า และกลับมาปล้นบ้านและสร้างความเดือนร้อนให้เราในอนาคตอันใกล้



4. ความคาดหวังในการสร้างคนให้มีคุณภาพในทุกช่วงของชีวิต ตั้งแต่เกิด เรียน จบการศึกษา และมีงานทำ นั่นคือ เกิดในครอบครัวคุณภาพ ได้รับการดูแลจากสาธารณสุขและผู้เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เมื่อเข้าเรียนได้เรียนในโรงเรียนที่ดีมีคุณภาพ จบการศึกษามีงานทำมีรายได้ เพื่อไปสร้างครอบครัวของตนเองให้เป็นครอบครัวที่มีคุณภาพ ที่สำคัญคือ คนคุณภาพจะต้องมีฝัน มีแรงบันดาลใจที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะแค่เพียงคิดชีวิตเปลี่ยน แต่เมื่อลงมือทำจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง


5. สภาพความเป็นจริงของการสร้างคนให้มีคุณภาพ จะพบว่ายังไม่เป็นไปตามความคาดหวัง คุณภาพการเกิดของเด็กในแต่ละครอบครัว มีความจริงว่า “ยิ่งจน ยิ่งดก” คนยากจนมักมีลูกมาก แต่คนมีฐานะดีจะมีลูกยาก ปัญหาแม่วัยใสจะแก้ไขอย่างไร หากแก้ไขด้วยฐานการศึกษา ที่จะให้รู้เข้าใจ ตระหนัก และไม่มีลูกก่อนวัยอันควร ซึ่งจะต้องมีวิธีการและหาแนวทางความร่วมมือในการดำเนินการกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สำหรับอัตราการเข้าเรียนของเด็กวัยเรียน ยังพบว่า ยังมีเด็กในหลายพื้นที่ตกหล่นด้วยหลายสาเหตุ เช่น เกิดไม่แจ้ง หรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล จะทำอย่างไรให้สามารถเข้าเรียนได้ 100% เมื่อเด็กจบการศึกษาแล้วสามารถมีงานทำ หรือสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้หรือไม่ หากฝึกให้นักเรียนมีความพร้อมในการเรียนรู้และประกอบอาชีพได้เอง ก็จะไม่มีปัญหาจบการศึกษาแล้วไม่มีงานทำ ครอบครัวเองควรปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงลูกให้พึ่งตนเองได้ โดยเลี้ยงแบบไก่ นั่นคือ ให้หากินได้เอง และปรับเปลี่ยนให้มีวิธีคิดใหม่ มีแรงบันดาลใจในการหาเลี้ยงชีพ ทั้งนี้ ครูเองก็จะต้องสร้างแรงบันดาลใจและเตรียมผู้เรียนให้พร้อมพึ่งตนเองด้วย

6. สาเหตุของอุปสรรคในการสร้างและพัฒนาคนให้มีคุณภาพ มาจากความแตกต่างของสภาพภูมิสังคม สภาพภูมิศาสตร์ และการบริหารจัดการที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ ทำให้การบริหารจัดการแบบบนลงล่าง (top down) ไม่ตอบโจทย์พื้นที่ ไม่สามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาได้จริง
 
7. วิธีการแก้ไขจึงให้ความสำคัญของสิ่งดีที่เป็นรากเหง้าของสังคมไทย นั่นคือ การศึกษาและการเรียนรู้แบบพึ่งพาอาศัยกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และให้ร่วมกันในการหาแนวทาง วิธีการแก้ไขปัญหาด้วยผู้บริหาร ครู และผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่เอง เพื่อให้ได้วิธีที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน และถูกจริตครูในพื้นที่ จึงเป็นที่มาของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 เป็นการเปิดโอกาสให้พื้นที่ดูข้อจำกัดในการจัดการศึกษาของพื้นที่ อาจมาพิจารณาว่า 8 กลุ่มสาระ เรียน 200 วัน เหมาะสมหรือไม่ หรือมีประเด็นใดที่จะสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับหลักสูตร การบริหารจัดการ การจัดการเรียนการสอน หรือจะปรับการวัดประเมินผลให้เป็นการคิดวิธีการวัดผลความดี ความเก่ง และความสุข ในแบบที่พื้นที่ต้องการได้เอง

8. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา มีคำว่าพื้นที่ หมายถึงขอบเขต หรืออาณาเขต ซึ่งจังหวัดกาญจนบุรีเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับโอกาสในการพัฒนาตามความต้องการของพื้นที่ การดำเนินการต้องการ “ใจ” จึงให้มีการรวมกลุ่มโรงเรียนที่ใจสู้และเห็นด้วยที่จะใช้โอกาสนี้สร้างการเปลี่ยนแปลงในการสร้างและพัฒนาคนกาญจนบุรีให้มีคุณภาพ ร่วมกันคิดจากปัญหา หาสาเหตุ และวิธีการแก้ไข ดำเนินการให้มีการปลดล็อกอุปสรรคด้วยบทบาทของคณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี หากอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของจังหวัดให้เสนอไปยังคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาผ่าน สพฐ.

สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือ การทำงานนี้ด้วยใจ และทำเพื่อเด็ก ให้เด็กกาญจนบุรีเก่ง ดี สุข สร้างตัวชี้วัดในการแก้ปัญหา เลือกใช้ หรือคิดค้นพัฒนานวัตกรรม ภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ ให้ได้ ดังนั้น สิ่งใดที่โรงเรียนนำร่องสามารถทำได้ให้ลงมือทำทันที บนฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน หากติดขัดแจ้งเขต/คณะกรรมการขับเคลื่อนระดับจังหวัด เพื่อใช้โอกาสของการอยู่ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาสร้างรูปธรรมของความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชน ให้เป็นที่ประจักษ์ของชุมชน สังคม และประเทศ

การจัดกิจกรรมวิชาการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สอง


รองเลขาธิการ กพฐ. มอบเกียรติบัตรการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การนำเสนอผลงาน และการประกวดแข่งขันกิจกรรมการเรียนรู้ ภายใต้โครงการโรงเรียนสุจริต ระดับภูมิภาค“ภาคกลาง”

นายอัมพร พินะสา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานในพิธีปิดและมอบเกีตรติบัตร กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การนําเสนอผลงานและการประกวดแข่งขันกิจกรรมการเรียนรู้ ภายใต้โครงการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษา (โครงการโรงเรียนสุจริต) ระดับภูมิภาค “ภาคกลาง”
โดยมี นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา
นายจักรพงษ์ วงค์อ้าย ผู้อํานวยการกลุ่มบริหารทั่วไป สํานักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา ผู้แทนจากสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ผู้บริหารโรงเรียน ครู และนักเรียน เข้าร่วมกว่า 800 คน ณ โรงแรมเอวาน่า กรุงเทพมหานคร
.
ข้อมูลข่าว อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ETV MAX



การจัดกิจกรรมวิชาการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของ สพฐ. โดยอาศัยความร่วมมือกับองค์การเจ้าของภาษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ข่าวประชาสัมพันธ์
            การจัดกิจกรรมวิชาการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของ สพฐ.
       โดยอาศัยความร่วมมือกับองค์การเจ้าของภาษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

             สพฐ. ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองเพื่อพัฒนาผู้เรียน
ให้มีทักษะในการสื่อสารภาษาต่างประเทศภาษาอื่น ๆ นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ
อันเป็นหนึ่งในคุณลักษณะที่มุ่งให้เกิดในคนไทยตามยุทธศาสตร์ชาติ
(พ.ศ. 2561 – 2580) ในปัจจุบัน สพฐ. ส่งเสริมให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนภาษา
ต่างประเทศที่สองหลากหลายภาษา พร้อมทั้งจัดกิจกรรมวิชาการในระดับประเทศ
เพื่อพัฒนาทักษะภาษาของผู้เรียนตามมาตรฐานเจ้าของภาษาสร้างโอกาสในการใช้ภาษา
ในสถานการณ์จริงและสร้างเวทีในการแสดงความสามารถและทางภาษาให้แก่ผู้เรียน


โดย สพฐ. ได้รับความร่วมมือจากองค์กรเจ้าของภาษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในการสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการในเชิงภาษาและวัฒนธรรม ได้แก่ Japan Foundation
Korean Education Center สมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์
สถาบันเกอเธ่ และสมาคมครูภาษาเยอรมันในประเทศไทย กิจกรรมวิชาการที่ดำเนินการ
ในแต่ละปีการศึกษา ได้แก่ ค่ายภาษา และการแข่งขันทักษะภาษา สำหรับกิจกรรมค่าย
จะเป็นค่ายภาษาแบบเข้มซึ่งจะจัดในเดือนพฤษภาคม และเดือนสิงหาคม โดยเปิดโอกาส
ให้นักเรียนที่เรียนภาษาจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ได้เข้าค่ายร่วมกันเพื่อให้เกิดการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่ายผู้เรียนภาษา ค่ายที่จัดจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไป
ในแต่ละภาษา อาทิ ค่ายภาษาญี่ปุ่น จะมุ่งเน้นที่การเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นโดยใช้โครงงาน
เป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 ควบคู่ไป กับการพัฒนาทักษะภาษาญี่ปุ่น
ค่ายภาษาเกาหลีเน้นการเรียนรู้การใช้ภาษาในสถานการณ์เชิงอาชีพค่ายภาษาฝรั่งเศส
มุ่งเน้นที่การพัฒนาภาษาสู่มาตรฐานคุณภาพ CECRL ซึ่งเป็นกรอบการวัดระดับความรู้
ภาษาฝรั่งเศสที่เป็นมาตรฐานของสภายุโรป และค่ายภาษาเยอรมันเน้นการพัฒนา
ทักษะภาษาเยอรมันในการทำกิจกรรมรอบตัวผู้เรียนสำหรับกิจกรรมการแข่งขันทักษะ
ภาษา สพฐ. จัดให้มีเวทีให้นักเรียนได้แสดงความสามารถทางภาษาหลายเวที

นอกเหนือจากการแข่งขันทักษะภาษาต่างประเทศที่สอง ในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน
ระดับประเทศใน4 ภูมิภาค ซึ่ง สพฐ. จัดเป็นประจำทุกปีได้แก่
 -  การแข่งขันทักษะภาษาเยอรมันในงานด็อยทเชอร์ ท๊าก (Deutscher Tag)
ในวันที่ 30 สิงหาคม 2562 ณ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
 -  การแข่งขันกล่าวสุนทรพจน์ภาษาเกาหลีแห่งประเทศไทย ในวันที่ 2 กันยายน 2562
ณ โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ
 -  การแข่งขันทักษะภาษาญี่ปุ่นระดับประเทศของศูนย์เครือข่ายพัฒนาการเรียนการสอน
ภาษาญี่ปุ่นของ สพฐ.  กำหนดจัดในวันที่ 7 กันยายน 2562 พร้อมกันใน 5 ภูมิภาค
(กรุงเทพฯ ประจวบคีรีขันธ์ เชียงราย สุรินทร์ และตรัง)

โดยนักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขันจะต้องเป็นผู้ชนะการแข่งขันในระดับโรงเรียน
และระดับศูนย์เครือข่ายเพื่อมาแข่งขันต่อในระดับประเทศ ซึ่งในแต่ละการแข่งขัน
 สพฐ. ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากองค์กรเจ้าของภาษาเป็นอย่างดี
 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขันกล่าวสุนทรพจน์ภาษาเกาหลี
ซึ่งในปีนี้ที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการสาธารณรัฐเกาหลี
ทั้งในด้านงบประมาณการจัดการแข่งขัน และของรางวัลสำหรับนักเรียนที่ชนะการแข่งขัน
อันได้แก่ ทุนเรียนภาษาเกาหลี (ระยะ 1 เดือน) และทุนการศึกษาดูงาน(ระยะ 1 สัปดาห์)
 ณ สาธารณรัฐเกาหลี
.
 สพฐ. จะจัดกิจกรรมวิชาการเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สอง
อย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะภาษาเพื่อการสื่อสารอย่างเป็นรูปธรรม
 พร้อมทั้งแสวงหาความร่วมมือจากองค์กรเจ้าของภาษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในกลุ่มภาษาอื่น ๆ ได้แก่ ภาษาสเปน รัสเซียและกลุ่มภาษาอาเซียน
เพื่อให้นักเรียนที่เรียนภาษาต่างประเทศที่สอนทุกภาษาได้มีโอกาส
ได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ทาง สพฐ. จัดให้อย่างเท่าเทียมกัน

ผู้ให้ข้อมูล  สถาบันการแปลและส่งเสริมภาษาต่างประเทศที่สอง สวก. สพฐ
    โทรศัพท์ 02 288 5748 อีเมล์: 2nd.language.obec@gmail.com

ศธ. – TO BE NUMBER ONE – CEYDA – Garena ผนึกกำลังเปิดตัว “Esports Master Youth Champion” เวทีอีสปอร์ตระดับการศึกษาใหญ่สุดของไทย ตามแนวทางโครงการพระดำริ “BUFF TO BUILD NUMBER ONE” ชิงถ้วยพระราชทานและรางวัลรวมกว่า 3 ล้านบาท

. วันที่ 24 มิถุนายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “ Esports ...